ถึง... ดนตรีไทยเพื่อนรัก

สวัสดีจ่ะ ดนตรีไทย เธอเป็นอย่างไรบ้าง ไม่เจ็บไม่ไข้ สบายดีอยู่ใช่ไหม
เวลานี้ฉันเองสบายดี อาจเหนื่อยบ้าง แต่สนุกนัก
นับวันยิ่งได้เดินทางไปยังถิ่นที่ต่างๆ หลากหลายมากขึ้น
หากมิต้องถ่อมตน ก็อาจพูดได้ว่า ฉันนั้นมีวาสนาดี
ได้เดินทางไปสร้างบ้านไว้รอบโลกแล้วก็ว่าได้
ใครๆ ต่างนิยมชมชอบในตัวฉัน และแนะนำบอกต่อกันปากต่อปากอยู่เสมอ
เห็นเป็นเช่นนี้แล้ว ฉันรู้สึกปลาบปลื้มใจในคุณค่าของตัวเองมากจริงๆ

.

ลูกหลานของฉันก็มีชีวิตที่ดี เป็นที่รู้จักนับน่าถือตาในสังคม
เพราะผู้คนล้วนยกย่องว่า ตระกูลของเรา ล้วนมีความสามารถ
ทำให้ผ่อนคลายและเกิดอารมณ์สุนทรีย์ อีกทั้งเป็นยาดี พัฒนาสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์
เพิ่มขีดความสามารถด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านคณิตศาสตร์ หรือด้านภาษาให้กับเขาได้
เฮ้อ... กล่าวถึงตรงนี้ ฉันยิ่งรู้สึกภูมิใจนัก ดนตรีไทยเพื่อนเอ๋ย...
เพราะเราเพื่อนกัน คงทราบดีถึงการเดินทางอันยาวนานเคียงคู่โลกของชาติพันธุ์ของเรา
เมื่อมาถึงวันนี้ได้ ณ วันที่ตัวฉันและลูกหลานยิ่งมีชีวิตที่รุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ
ดูแล้วพาให้อิ่มเอมใจและรู้สึกเป็นสุขมากทีเดียว

.

เพื่อนได้อ่านความสุขกายสุขใจของฉันในจดหมายแล้ว
โดยนิสัยไมตรีจิตของเพื่อนที่ฉันรู้จัก ทำให้ฉันมั่นใจนักว่า
ณ ขณะนี้ ดนตรีไทยเพื่อนรักของฉันผู้นี้
คงกำลังยิ้มกริ่ม รู้สึกร่วมยินดีอยู่เป็นแน่ใช่ไหม
ฉันจึงต้องกล่าวว่า ขอบคุณ ไว้ด้วยเสียเลย

.

เพื่อนเอ๋ย.. เมื่อขึ้นต้นจดหมายนั้น ฉันถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
เหตุที่ไม่เคยทำในจดหมายทุกฉบับของฉันก่อนหน้านี้
ด้วยเพราะฉันเข้าใจว่าดนตรีไทยเพื่อนรัก คงสบายกายสบายใจอยู่เสมอเช่นกัน
เมื่อบรรดาลูกหลานของฉันที่ไปเจริญอยู่ใน แคนาดา สหรัฐอเมริกา ยุโรป
หรือกระทั่งญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ใกล้บ้านเธอเองนั้น
ล้วนส่งข่าวคราวว่า ได้พบปะลูกหลานในตระกูลดนตรีไทย ไปเจริญอยู่ที่นั้น
ได้รับการยอมรับ ยกย่องและเห็นคุณค่าไม่แพ้ลูกหลานของฉันเช่นกัน

.

ข่าวว่า ผู้คนปรบมือต้อนรับอย่างสมเกียรติ
และปรบมือเพื่อขอให้ดนตรีไทยแสดงซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อจบงานทุกครั้งไป
ฉันฟังลูกหลานของฉันเล่าขานถึงดนตรีไทยเพื่อนรักเช่นนั้นแล้ว
พาให้ฉันมีความรู้สึกร่วม หวลนึกถึงครั้งเมื่อแรกพบและได้รู้จักดนตรีไทยเพื่อนฉันผู้นี้
ท่วงทำนองในวันนั้นยังคงประทับอยู่ในดวงจิต

.

ฉันเล่าเรื่องเมื่อครั้งแรกรู้จักกับเธอให้ลูกหลานฟังเช่นกัน...
"ในยุคนั้น แม้การเดินทางจะยังไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้
แต่ฉันก็ได้เดินทางไกลไปถึงเมืองหนึ่ง ชื่อ สยามประเทศ
เมื่อฉันไปถึงที่นั่น ผู้คนล้วนใจดี เตรียมการต้อนรับไว้อย่างยิ่งใหญ่
ครั้งแรก ฉันรู้สึกภูมิใจว่า นั่นคงเป็นครั้งที่ฉันจะได้นำความสุนทรีย์
ไปยังชนที่ยังไม่มีการดนตรีเป็นของตนเอง...

.

กระนั้นเอง ฉันยินเสียงหวานแฝงเศร้า แว่วมาโดยบังเอิญ
ดนตรีที่เกิดจากการเคาะไม้ เป็นเสียงจากธรรมชาติ ชาติพันธุ์เดียวกับฉันนี่เอง
แต่กลับมีความแตกต่างในท่วงทำนอง และลีลาอารมณ์
ตามเสียงนั่นไป ฉันยังได้เห็นด้วยตา...
เป็นเหตุให้ได้พบ รู้จักและเป็นเพื่อนรักกับ "ดนตรีไทย"
ผู้เป็นมิตรและไม่เดียดฉันท์ดนตรีต่างสำเนียงผู้มาเยือนถิ่นตนเช่นตัวฉัน
มองไปโดยรอบ ยังมีเครื่องดนตรีอีกมากมาย เรียบง่ายแต่ป