เรื่องเล่านี้เป็นของคุณอาซิ้มสวนผักในบอร์ดแห่งนึงค่ะ
พายเคยอ่านเจอ เลยเอามาเล่าให้เข้ากับเทศกาลหน่อยละกัน
แต่ออกจะน่ากลัวแบบไทยๆ นะคะ
 


"ก่อนที่ฉันจะพาท่านทั้งหลายย้อนกลับไปในอดีตเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน
เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อผู้ล่วงลับ ฉันขอสมมติชื่อของผู้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น
โดยตั้งชื่อใหม่ขึ้น คงไว้แต่หลวงประดิษฐ์ไพเราะท่านเดียว ที่จะใช้ชื่อจริง
.
.
............ในค่ำคืนหนึ่งที่บ้านในกรุงเทพ ฉันนอนหลับไปแล้วฝันว่าฉันเดินไปตามทุ่งนา
เดินไปเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดก็มาหยุดอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ฉันจำได้ว่าเป็นกระท่อมปู่ชม
ในฝันฉันเห็นปู่ชมดูเปลี่ยนไปร่างกายดูมีน้ำมีนวลใส่เสื้อใหม่สีขาวนุ่งผ้าโจงกระเบนสีแดง
เหมือนคนสมัยก่อน ปู่ชมทักฉันว่า “มาแล้วหรือแม่หนู ปู่จะพาเจ้าไปเที่ยวในที่ที่เจ้าไม่เคยไป”
 ฉันถามปู่ว่าทำไมปู่แต่งตัวแบบนี้ ปู่บอกว่าเพื่อนเก่า ๆ ของปู่มาจะมารับปู่ไปเล่นดนตรีด้วยกันที่เมืองอื่น
แต่ปู่ขอรอพบหนูอยู่ก่อนจึงจะไป ฉันถามปู่ว่าเมืองอะไร ปู่บอกว่าเขาเรียกกันว่าเมืองบน
ถ้าหนูอยากไปหนูต้องเดินไปตามลำคลองที่ชื่อว่าธรรม หนูจึงจะได้ไปเมืองนี้
.
.
จากนั้นปู่ก็พาฉันไปเดินไปทางหลังกระท่อม สองข้างทางเป็นหมอกขาวไปตลอดจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
เป็นทุ่งหญ้าราบลุ่ม ฉันเห็นสถานที่แห่งนั้นและคนที่อยู่ที่นั้นน่ากลัวมาก
ฉันเห็นคนสามคนนั่งคุกเข่าอยู่บนแท่นเหล็กร้อนไฟลุกโชนมีลักษณะคล้ายลูกระนาด
สักพักหนึ่งก็ยืดอกขึ้นมาแล้วโขกหัวลงไปอย่างแรงบนแท่นเหล็กร้อน ๆ นั้น
โขกแล้วโขกอีกจนหัวแตกกระจายเหลือแต่คอ แต่พวกนี้ก็ยังไม่ตาย
สักพักหนึ่งหัวก็ค่อย ๆ งอกออกมาจากคอใหม่จนเหมือนเดิมแล้วก็โขกอีก ๆๆๆๆๆๆๆ
จนนับครั้งไม่ถ้วน ทันใดปู่ก็พูดขึ้นมาว่าพวกนี้เมื่อก่อนเป็นคนระนาด
ครั้นต่อเพลงหน้าพาทย์มาแล้วก็ไม่ดำรงคงแบบของครูเอาไว้ ได้ตัดได้แต่งเติมของครู
ด้วยแรงคำสาปแช่งของครูที่สั่งสมกันมาหลายชั่วคนพวกนี้ก็เลยต้องมารับโทษอย่างที่หลานได้เห็น
.
.
(พาย: เพลงหน้าพาทย์นั้นถือเป็นเพลงชั้นสูงนะคะ และมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงมักจะบรรเลงตามขนบดั้งเดิม
ไม่นิยมดัดแปลงหรือแต่งเติมอย่างเพลงที่ใช้บรรเลงทั่วไป มีความเชื่อด้วยว่า
ถ้านำเพลงหน้าพาทย์มาบรรเลงเล่นๆ ไม่บรรเลงให้จบเพลงก็ถือเป็นการบั่นทอนอายุขัยของตัวเองด้วย)
.
.
...จากนั้นสายตาของฉันก็ผละไปเห็นคนคนหนึ่งกำลังเอามือซ้ายจิกผมตนเองดึงขึ้นจนหน้าแหงน
แล้วก็เอามือขวาซึ่งถือดาบยาวมากเอาคมดาบเชือดคอตัวเองชักเข้าชักออกนับครั้งไม่ถ้วน
จนหัวขาด หลังจากนั้นหัวก็งอกขึ้นมาใหม่ แล้วเขาก็เชือดคอตัวเองจนหัวขาดแล้วขาดอีก ๆๆๆๆๆๆๆ
จนนับครั้งไม่ถ้วน ทันใดปู่ก็พูดขึ้นมาว่าพวกนี้เมื่อก่อนเป็นครูสอนสีซอ
พอมีเด็กสาว ๆ น่ารักมาเรียนก็เห็นแก่กาเม พยายามหลอกล่อที่จะลวนลามต่าง ๆ นานา
จนบางครั้งถึงกับทำให้เด็กต้องเสียผู้เสียคน ในที่สุดจึงต้องมาชดใช้กรรมอย่างที่หลานได้เห็นอยู่นี้
.
.
.......จากนั้นก็เกิดภาพต้นไม้ใหญ่ขึ้นต้นหนึ่ง มีหนามเป็นเหล็กทั้งแหลมทั้งคมขึ้นเต็มต้น
ฉันนึกถึงต้นงิ้วในนรกขึ้นมาทันทีเพราะเคยได้ยินคุณยายเล่าให้ฟัง ฉันถามปู่ชมว่านี่ต้นงิ้วหรือจ๊ะปู่
ปู่หันมามองอย่างยิ้ม ๆ ไม่ได้พูดอะไร สักครู่ฉันจึงเห็นผู้ชายกับผู้หญิง
ทั้งสองคนถือค้อนซึ่งมีไฟลุกโชนอยู่ที่หัวค้อน
ทั้งสองคนวิ่งมาอย่างเร็วเหมือนกับหนีอะไรที่น่ากลัวที่สุดมาสักอย่างหนึ่ง
แล้วรีบปีนขึ้นต้นหนามเหล็กทันที
.
.
ในขณะที่ปีนต้นไม้ หนามเหล็กที่แหลมคมก็ได้บาดเอาเนื้อของชายหญิงทั้งสอง
เหวอะหวะหล่นลงมาเป็นชิ้น ๆ ในระหว่างที่ปีนต้นหนามเหล็กนั้น
ชายหญิงทั้งสองก็เอาค้อนที่ถืออยู่ในมือทั้งสองข้างตีลงบนกบาลหัวตัวเองอย่างแรง
จนหัวแบะออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่สักพักหัวก็งอกขึ้นมาใหม่
พอทั้งคู่ปีนขึ้นไปถึงกลางลำต้น ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างก็กระเด้าบั้นเอวเข้าหาหนามเหล็ก
อันแหลมคมอย่างไม่หยุดยั้ง จนบริเวณกระดูกเชิงกรานกลวงเป็นรูโบ๋
สักพักหนึ่งเนื้อตรงนั้นก็งอกขึ้นมาอีก หญิงชายทั้งคู่ก็กระเด้าต่อไปอีก
ต่อไปแล้วต่อไปอีก ๆๆๆๆๆๆๆ จนนับครั้งไม่ถ้วน
.
.
ทันใดปู่ก็พูดขึ้นมาว่าพวกนี้เมื่อก่อนฝ่ายชายเป็นครูสอนตีระนาด ฝ่ายหญิงเป็นนักเรียน
เมื่อมาสอนมาเรียนกันก็เกิดกามราคะขึ้นทั้งสองฝ่าย มือก็ตีเพลงไปเรื่อย ๆ
ไม่รู้สึกว่ากำลังตีเพลงหน้าพาทย์อยู่ แต่จิตรใจกลับคิดไปในทางกาเมซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย
จนในที่สุดก็ได้เสียกัน พ่อแม่ฝ่ายหญิงเสียใจมากกับลูกสาวของตน
จนต้องไปกระโดดน้ำตายกลายเป็นผีเฝ้าตะพานอยู่จนทุกวันนี้
ส่วนภรรยาของฝ่ายชายก็เสียใจที่ผัวตัวเองทรยศเป็นคนชั่วถึงกับทิ้งจรรยาบรรณครู
จนในที่สุดก็ตรอมใจตาย ชายหญิงคู่นี้เมื่อตายไปแล้วก็ต้องมาใช้กรรมอย่างที่หลานได้เห็นอยู่นี้แหละ
.
.
......ในครั้งนั้น ปู่ชมพาฉันไปดูพวกนักดนตรีที่ทำผิดแบบแผนต่าง ๆ นานา ที่ต้องมารับกรรมอยู่ที่นี่
จนในที่สุดปู่บอกว่า พอแล้วล่ะแม่หนูเอ๋ย เจ้าเป็นเด็กที่มีบุญหรอกนะปู่จึงพาเจ้ามาที่นี้ได้
ต่อไปเจ้าจะไม่ได้พบปู่อีกแล้วจนกระทั่งวันใดที่เจ้าได้พบปู่
วันนั้นคือวันที่เจ้าเดินทางมาถึงสุดปลายคลอง สุดทางแห่งชีวิตเจ้า
(ปู่ย้ำว่าคลองมีหลายสายให้เลือก เจ้าจงดูชื่อที่เขาเขียนว่าสายไหนชื่อคลองธรรม)
เจ้าจงไปคิดทบทวนกับเรื่องต่าง ๆ ที่เจ้าได้พบได้เห็นมาเถิด
ปู่ขอให้เจ้าจงประสบความสำเร็จในชีวิตทางโลกนะ หลังจากนั้นฉันตื่นขึ้น
.
.
 มองไปดูนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงนาฬิกาบอกเวลา 05.00 นาฬิกา
ฉันลุกขึ้นมาบันทึกเรื่องราวที่ฝันไปนั้นจนถึง 06.30 จึงลงไปล้างหน้าล้างตา
และตักบาตรพระที่มีบิณฑบาตหน้าบ้าน
เมื่อตอนสายของวันนั้น ป้าสร้อยมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาเยี่ยมคุณยายฉันที่บ้าน
ฉันทราบข่าวจากป้าสร้อยว่า ปู่ชมตายเสียแล้วเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
โดยพวกเด็กหากบไปพบแกนอนตายอยู่ในกระท่อม
พวกชาวบ้านก็จัดการเผาศพไปตามประเพณีที่วัดในตำบลนั้นเอง
.
.
........ถึงปัจจุบันนี้คำพูดที่ฉันสงสัยมาเกือบสามสิบปีว่ามันจะเป็นจริงไปได้อย่างไร
ก็ได้กระจ่างขึ้นแล้ว ฉันเข้าใจแล้วที่ปู่ชมบอกฉันว่า “ต่อไปแม่หนูจะได้เป็นถึงพระยา”
นั้นหมายความว่าอย่างไร
.
.
เรื่องราวทั้งหมดนี้หากจะเกิดเป็นความดีขึ้นด้วยประการใด ๆ ฉันขอมอบความดีนั้นอุทิศไปให้แก่ปู่ชม
และท่านจางวางศรอันเป็นบุคคลต้นเรื่องนี้ด้วยเทอญ ฯ"

ปล. พายเองไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะว่าคุณอาซิ้มสวนผักคือใคร
แต่ทราบว่าจางวางศร หมายถึง หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

...   ...   ...
คัดมาจากเรื่องเล่าของคุณอาซิ้มสวนผัก ในเวทีดนตรีไทย Thaikids.com



you may view this blog by rss or atom

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณ คุณพายนะครับ ที่เข้าใจผม

ผมเองนี่ ไม่ใช่ไม่เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะ

แต่ถ้าเราต้องรับอะไรที่ มันมีกฏเกณฑ์และเสี่ยงต่อการทำผิดพลาด แล้วโดนลงโทษได้ง่าย ๆ เนี๊ยะ

ผมก็ว่า ผมอยู่เฉย ๆ ดีกว่าอ่ะ คิดอย่างนี้จริง ๆ นะ

คงเพราะว่าผมเป็นคนซุ่มซ่าม คนไม่ค่อยมีระเีบียบอ่ะครับ

่เข้าใจหล่ะ ว่าที่คนโบราณเค้าสอน ๆ กันเพราะเป็น กุศโลบาย ให้คนทำในสิ่งที่ดีนะครับ

แต่บางที "โลกมันเปลี่ยนไป" เราอาจจะต้องพูดอะไรตรง ๆ กับเด็กสมัยนี้
แล้วก็เปลี่ยนภาพพจน์ของ "ดนตรีไทย"
จาก "ของขลัง" "ของเก่า" "ของน่ากลัว"
เป็นอะไรที่เขารู้ึสึกอยากจับต้องได้มากขึ้นหน่ะครับ

#30 By norton on 2007-11-01 21:27

เคยได้ยินเรื่องเล่าคล้าย คล้าย แบบนี้อยู่ครั้งหนึ่ง แต่มัน ไม่น่ากลัวขนดนี้อ่ะน่ะ ...
แต่อย่างไร เรื่องแบบนี้มันอยู่ใกล้ตัวเรามาก มาก
ขอถือว่า คนเราควรที่จะต้องมีสติ และ เคารพกับอาชีพของเราเอง

#29 By freedom_line on 2007-11-01 17:05

อ่า...น่ากลัวนะเนี่ย

#28 By *mamoru taiki* on 2007-11-01 14:23

^
#23 อื้มๆๆ ดีใจจังที่คุณ norton ซึ่งเป็นคนนึงที่เล่นดนตรีไทยเม้นท์เกี่ยวกับเรื่องนี้
พายก็สังเกตว่าหลายคนต้องห่างเหินกับดนตรีไทยเพราะความกลัวแท้ๆ เลยนะคะ
งั้นขอแชร์ความเห็นบ้างนะคะbig smile

พายเห็นด้วยกับเรื่องภาพพจน์ความน่ากลัว
ทำให้ดนตรีไทยเข้าถึงยากกว่า..
จริงๆ แล้วบล็อกพายไม่อยากทำให้ใครกลัวดนตรีไทยเลยนะคะ
พายเห็นว่าเรื่องที่เอามาลงน่าจะให้ข้อคิดเรื่องการประพฤติตัวให้ถูกทำนองคลองธรรม
ซึ่งก็นำไปใช้ได้กับทุกๆ เรื่อง

สำหรับเรื่องกฎข้อห้ามต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องเพลงหน้าพาทย์
พายมองว่า จริงๆ แล้วน่าจะเป็นอุบายของครูสมัยโบราณมากกว่าอะค่ะ

เพราะถ้าเรียนหน้าพาทย์ชั้นสูง สมัยก่อนก็เปรียบเหมือนเรียนระดับด๊อกเตอร์
นักดนตรีบางคนต่อเพลงหน้าพาทย์ พอเห็นว่ายาก แล้วจะไม่มีความพยายามต่อให้จบ
เมื่อต่อของยากจนจบแล้ว ครูท่านก็คงไม่อยากให้ละเลยการฝึกซ้อมจนลืมไปซะอะค่ะ
เพราะดนตรีไทยสมัยก่อนไม่มีการจดโน้ตกันเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่ทำอุบายแบบนี้ไว้
เพลงสำคัญๆ ระดับด๊อกเตอร์แบบนี้ก็อาจจะสูญหายไปได้

เมื่อลูกศิษย์ไทยเรามีความเคารพครูเป็นทุนอยู่แล้ว
ยิ่งเชื่อในสิ่งที่ครูสอน ยิ่งเป็นสมัยก่อน ครูสอนว่าอะไรก็เชื่อเป็นแบบนั้นหมด
ไม่มีใครกล้ามีข้อสงสัยหรือท้วงติงอะไรทั้งนั้น
ก็เลยทำให้เชื่อมาก+สั่งสอนกันมารุ่นต่อรุ่นจนทุกวันนี้double wink

ในเมื่อเป็นความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้แบบนี้แล้ว
ก็เลยไม่มีใครพยายามหาหลักฐานมาค้านให้เลิกเชื่อ
เลิกถือปฎิบัติตามอย่างที่ครูโบราณกำหนดขึ้น

สำหรับเรื่องการปฎิบัติตัวต่อเครื่องดนตรีของเราเอง
พายก็ยังเห็นเป็นเรื่องอุบายคนโบราณทำนองเดียวกับเรื่องเพลงหน้าพาทย์อยู่ดีค่ะ

ไม่ต่างกันกับที่แม่สอนไม่ให้ลูกสาวร้องเพลงในครัว ไม่งั้นจะขึ้นคาน
หรือ